การคำนวนการใช้งานระบบโซล่าเซลล์


ตัวอย่างการคำนวนการใช้โซล่าเซลล์

บ้าน 1 หลัง ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าดังนี้
1.หลอดฟลูออเรสเซนต์ 18 วัตต์  2 หลอด  รวม   36 วัตต์ แต่ละหลอดใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 6 ชั่วโมง
 จะใช้ไฟฟ้าทั้งหมด   36 x 6    = 216
2. โทรทัศน์สี 43 วัตต์  เปิดใช้ 5 ชั่วโมง                  จะใช้ไฟ้าทั้งหมด     43 x 5    =  215
3. พัดลมตั้งพืน 45 วัตต์ เปิดใช้ 5 ชั่วโมง                จะใช้ไฟฟ้าทั้งหมด   45 x 5    = 225
4. หม้อหุงข้าวไฟฟ้า 500 วัตต์ ใช้ 0.5 ชั่วโมง         จะใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 500 x 0.5  = 250 
จำนวนพลังงานที่ใช้ทั้งหมด  = พลังงานที่เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดใช้
ให้นำมารวมกัน  216 + 215 + 225 + 250 = 906 วัตต์ชั่วโมง
 จากนั้น นำ 906 วัตต์ชั่วโมง หารด้วย 6 ชั่วโมง    906 / 6  =  151 W
จากนั้น  เมื่อเราคำนวณจำนวนพลังงานที่ใช้ทั้งหมดได้แล้ว ก็สามารถจัดระบบโซล่าเซลล์ที่เหมาะสมกับ จำนวนพลังงานที่ใช้ได้แล้ว กล่าวคือ ในระบบนี้  เราจะต้องใช้ระบบโซล่าเซลล์ขนาด 151 W
ตามทฤษฎี  เราติดตั้งระบบโซล่าเซลล์เพียงแค่ 151 W  
แต่จากประสบการณ์การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ในความเป็นจริงแล้ว จะพบว่า มีการดึงไฟจากแบตเตอรี่ จากการอุปกรณ์ในระบบโซล่าเซลล์เอง และการกระชากของไฟที่เกิดจากการเริ่มเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า  จึงทำให้เราต้อง จัดระบบโซล่าเซลล์เผื่อไว้อีก อย่างน้อย 20 % เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้า 

จากโจทย์ เราควรใช้  ระบบไฟฟ้าโซล่าเซลล์ ขนาด 180 W   

ทั้งนี้ไม่รวมอุปกรณ์การติดตั้งที่สามารถเตรียมได้เอง เช่น โครงเหล็กวางแผงโซล่าเซลล์    ค่าอุปกรณ์การติดตั้งอื่นๆ เช่น กล่องใส่อุปกรณ์ สายไฟ เป็นต้น 
หมายเหตุ ที่คำนวณออกมาไม่สามารถระบุได้ในระบบ เพราะต้องขึ้นกับการจัดวางอุปกรณ์ใแต่ละสถานที่ ว่าวางห่างกันมากเพียงใด ซึ่งมีผลต่อการคำนวณหาขนาดสายไฟทั้งสิ้น

เครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านกินไฟกี่วัตต์ ดูตรงนี้ (ขอบคุณข้อมูลจาก การไฟ้าส่วนภูมิภาค)
พัดลมตั้งพื้น
45-75 วัตต์
ตู้เย็น 2-12 คิว (ลบ.ฟุต)
53-194 วัตต์
พัดลมเพดาน
70-104 วัตต์
เครื่องปรับอากาศ
680-3,300 วัตต์
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
500-1,000 วัตต์
เครื่องดูดฝุ่น
625-1,000 วัตต์
เตารีดไฟฟ้า
430-1,600 วัตต์
เตาไฟฟ้า (เดี่ยว)
300-1,500 วัตต์
เครื่องทำน้ำร้อนในห้องน้ำ
900-4,800 วัตต์
โทรทัศน์ ขาว-ดำ
24-30 วัตต์
เครื่องปิ้งขนมปัง
600-1,000 วัตต์
โทรทัศน์สี
43-95 วัตต์
เครื่องเป่าผม
300-1,300 วัตต์
วีดีโอ
30-50 วัตต์
เครื่องซักผ้า
250-2,000 วัตต์
เครื่องอบผ้าแห้ง
650-2,500 วัตต์
เครื่องซักผ้าแบบมีเครื่องอบผ้า หรือ เครื่องตั้งอุณหภูมิของน้ำ
250-2,000 วัตต์




สนใจระบบโซล่าเซลล์เพื่อการเกษตร เพื่อที่อยู่อาศัย ท้องไร่ท้องนา ปลูกพืชปลูกผักไม่มีน้ำใช้
สนใจติดต่อเปี๊ยกครับ 0870813940 ยินดีให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการใช้งานต่างๆทั้งระบบ



 เป็นความรู้ที่ผู้ใช้โซล่าเซลล์ ต้องรู้ คัดลอกมาจาก


http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=64444.480

  การใช้งานโซล่าเซลล์ ผู้ที่ต้องการใช้งานจะต้องมีความรู้ทางไฟฟ้าไว้บ้าง เพราะถ้าไม่มีความรู้เลย สนใจเพียงแต่ซื้อชุดสำเร็จมาใช้ เมื่อใช้ไปซักระยะแล้วเกิดปัญหา คงต้องเสียเงินเรียกช่างมาดูให้ แบบนี้คงไม่อยู่ในแนวทางแบบพอเพียงแน่ๆ เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ การที่เรามีความรู้ไว้บ้างยังทำให้เราสามารถ ประยุกต์ แบบการใช้งานให้เหมาะสมไปได้เรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด หากแต่ความรู้ที่ผมพูดถึงไม่ใช่แค่เพียง เรื่องของ แผงโซล่าฯ คอนโทลชาร์จ แบตฯ อินเวอร์เตอร์ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า การต่อทั้งระบบ ยังต้องรู้ถึง เครื่องมือวัดต่างๆ วิธีวัดที่ถูกต้อง สุดท้ายทุกคนที่ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือ จึงพยายามหาที่ฝึกอบรม เพื่อเรียนรู้จากของจริง แต่จริงๆแล้ว เครื่องมือวัดที่ใช้วัดในงานโซล่าเซลล์ ขั้นทดลองพื้นฐานก็ใช้เพียงชิ้นเดียว คือ มัลติมิเตอร์ ราคาไม่เกิน 300 บาท ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ก็แทบจะไม่ต้องสอนกันแล้วเพราะทุกคนก็รู้วิธีการใช้งานอยู่แล้ว

มีหลายๆเคล็ดลับจาก คลิปวีดีโอที่ทางอาจารย์นันท์ทำการสอนติดตั้งและซ่อมโซล่าร์เซลล์ 
1. ควรตั้งแผงเฉียงทางไหนดี ?
คำตอบคือ แกนโลกเราเอียงซึ่งเป็นที่รู้กันและนั่นทำให้ประเทศไทยเราอยู่ในระดับแนวเหนือศูนย์สูตร ดังนั้นเราจึงต้องหันแผงไปทางทิศใต้ครับ ทีนี้เราจะหันไปกี่องศายังไงกันดี ? คำตอบก็คือ ถ้ามี GPS ก็สามารถรู้ว่าเราอยู่ละติจูดที่เท่าไหร่ ก็ตั้งองศาตามนั้นเลยครับ คนขายก็มักจะบอกกันว่าตั้งเฉียง 15 องศา แต่คำตอบนี้เฉพาะแถวเขตกรุงเทพครับ ถ้าท่านตอบคำถามได้ว่าระหว่างภาคใต้และภาคเหนือ แผงไหนควรตั้งมุมมากกว่ากันครับ ลองคิดดู หลักสุดท้ายประเด็นสำคัญของการตั้งแผงที่อาจารย์สอนคือ โซล่าร์จะทำงานได้ดีเมื่อแผงตั้งฉากกับแสงครับ (เส้นละติจูดที่พาดเป็นวงกลมจากทิศตะวันออกไปตะวันตก ส่วนเส้นลองติจูดพาดจากขั้วโลกเหนือมาขั้วโลกใต้)
  2. การคำนวณกำลังไฟฟ้าที่ทำได้ กำลังไฟฟ้าที่ต้องเก็บ กำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้
บางคนก็ชอบที่จะคำนวณโหลดหากำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ เพื่อย้อนมาดูว่าต้องเก็บพลังงานเท่าไหร่และต้องผลิตไฟฟ้าให้ได้จากแผงเท่าไหร่ แต่บางคนก็ชอบที่จะซื้อแผงมาทดลองก่อนแล้วก็คำนวณว่าแผงนั้นผลิตไฟได้เท่าไหร่ ต้องเก็บกำลังไฟอย่างไรและจะใช้โหลดได้ประมาณไหน ผมเป็นพวกหลัง ผมคิดว่ามันเหมาะกว่าในแง่ที่ว่า เราควรจะใช้เท่าที่เราจะผลิตได้ตามกำลังทรัพย์เรา ณ. ขณะนั้น 
ผมซื้อแผงขนาด 140 watt มาวางบนหลังคาจำนวน 1 แผง แน่นอนมันบอกชัดว่ามันให้กำลังไฟฟ้า 140 watt และตัวแผงจะมีแรงดันสูงสุดและกระแสสูงสุดที่จะทำให้ได้กำลังสูงสุด ซึ่งตามเสปคมันบอกว่าแรงดัน 18.4 volt และกระแส 7.61 Amp (ดูบนเนมเพลทบนแผ่นซึ่งจะบอกเสปคครับ)ให้ดิ้นตาย พอเอาแรงดันและกระแสคูณกันเพื่อให้ได้กำลังวัตต์ (P=V*I) มันได้ 140 watt พอดิบพอดี เราแค่หาแบต 18.4 โวลท์แล้วให้กระแสไหลเข้าแบต 7.61 แอมป์ เราก็จะได้กำลังไฟ 140 watt แล้วเย้ๆๆๆ อ่ะให้ตายสิ แบต 18.4 โวลท์จะหาจากไหนดีหว่า ผมเดินเข้าไปถามหลายร้าน หาจากเน็ต หาจากนิตยสาร FHM ไม่มีที่ไหนให้คำตอบได้เลย โอ้ว สุดท้ายก็ต้องจบที่แบต 12 volt ที่มีขายกันทั่วไป จากนั้นก็ลองวัดกระแสที่ไหลเข้าแบตขณะชาร์จ โดยวันที่มีแดดจัดและช่วงเวลาแดดดี ผมวัดกระแสได้ 8 amp. จากนั้นผมวัดแรงดันที่ขั้วแบตขณะชาร์จมันวัดได้ประมาณ 13 โวลท์ ดังนั้นเมื่อกำลังไฟฟ้าเท่ากับแรงดันคูณกระแส ผมลองเอา 13x8 จะได้เท่ากับ 104 watt ห่ะ แล้วไอ 140 watt ของโผ้มมันหายไปไหนอ่ะ แงๆๆๆๆ ความจริงก็ต้องเป็นความจริง ถ้าแผงยังรักษาแรงดันได้ 13 volt และกระแสไหล 8 amp ตลอดก็ดี แต่บางทีกระแสก็ตกมา 7.8 บ้าง 7.5 บ้าง แสดงว่ากำลังไฟที่ชาร์จเข้าแบตเปลี่ยนไปตลอดเวลาเชียว ก็คงต้องประมาณเอา ผมก็ประมาณเอาว่าวันนึงคงมีแดดสัก 5 ชม.ที่พอได้กระแสเต็มเม็ดเต็มหน่วย ชม.แรกอาจจะได้สัก 95 watt ชม.สามชั่วโมงต่อมาคงได้สัก 100 วัตต์ต่อชั่วโมง อีก ชม.หลังก็คงได้อีกสัก 95 watt คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก็คงรวมๆกัน 95+100+100+100+95 ได้ประมาณ 490 วัตต์ทั้งวันล่ะนะ อย่าเผลอคิดเอาเองว่าแผง 140 watt มีแดด 5 ชม. ได้กำลังไฟฟ้าทั้งวัน 700 watt นะครับ ไม่มีใครหลอกใคร มีแต่เรานี่แหล่ะ หลอกตัวเอง ต้องทำจริงวัดจริง ถึงจะรู้คร้าบบบ 

คำนวณคร่าวๆเพื่อหาว่า พลังงานที่เราทำได้ต่อวันเป็นเท่าไหร่ จากนั้น ต่อไปก็คือ เราจะมาหาตัวเก็บพลังงานและตัวใช้พลังงานกันต่อครับ มาว่าด้วยคราวที่แล้ว เราผลิตไฟฟ้าได้กำลังไฟฟ้าต่อวันคือ 490 วัตต์ต่อวันนะครับ ดังนั้นตัวเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ ก็ไม่น่าต้องคิดมาก มันก็ต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 490 วัตต์ต่อวันน่ะซี้ถามมาได้ แต่โลกนี้มันไม่ง่ายครับ ตอนนี้เราทราบกันแล้วว่ากำลังไฟได้มาจาก V*I หรือแรงดันโวลท์ คูณกับกระแส แอมป์ ตอนนี้รีบเดินไปหาแบตครับ ที่ตัวแบตจะมีเลขทั้งสองตัวนี้ระบุไว้ คือแรงดัน 12 โวลท์ ส่วนกระแส ดูตัวที่มันบอก Ah หรือแอมป์อาวน์ครับ Ah จริงๆมันคือกระแสต่อชั่วโมง ถ้าแบตระบุว่า 100Ah มันหมายถึงว่า แบตลูกนี้จ่ายกระแส 100 Amp ที่แรงดัน 12 โวลท์ ได้นานถึง 1 ชั่วโมงต่อเนื่องครับ ซึ่งตามสภาพความเป็นจริงมันทำไม่ได้หรอก เพียงแต่ความหมายจริงๆคือ มันสามารถจ่ายกระแสต่อเนื่องได้นานกว่าแบตที่มีพิกัด Ah ต่ำกว่าครับ ดังนั้นการหากำลังไฟของแบตก็คือ นำแรงดัน 12 คูณกับกระแส 100 จะได้กำลังเท่ากับ 1200 W โอ้ว กำลังไฟเราผลิตได้แค่วันละ 490 วัตต์แต่แบตเรามีกำลังตั้ง 1,200 วัตต์ ลูกเดียวก็พอแล่ะ สบายชิวๆ แต่ๆๆๆ แบตที่เรานำมาใช้ถ้าไม่ใช่เป็นแบตสำหรับโซล่าร์เซลที่เรียกกันว่าดีฟไซเคิล เราไม่สามารถใช้ตัวเลขนี้ได้ครับ หรือเป็นดีฟไซเคิลเองก็ใช้ตัวเลขนี้ไม่ได้เหมือนกัน อ่ะ มาจากไหนตอนแรกไม่เห็นบอก จะว่าไปแบตที่เรารู้จักก็มีแบตเปียก , แบตแห้ง แต่เจ้าดีฟไซเคิลนี่คืออะไร เดี๋ยวมาว่ากันต่อ เริ่มกันที่แบตเปียกและแบตแห้งกันก่อน อัตราการจ่ายและเก็บใหม่ของมัน มันให้แค่ประมาณ 20-30% เท่านั้นครับ ฟังไม่ผิดครับ เท่านี้จริงๆ แต่ถ้าเป็น ดีฟไซเคิลมันจ่ายออกให้เราได้ถึง 80% ครับ ความแตกต่างมันมากขนาดไหน มาดูกันต่อ ตอนแรกเราคำนวณตัวเก็บพลังงานเราได้ 1,200 วัตต์นะครับ ถ้าใช้แบตเปียกหรือแห้งเราสามารถดึงและชาร์จใหม่ได้ในพิกัดที่ 1,200 *20% ถึง 1,200*30% = 240 - 360 watt ครับ พอมั้ยครับทีนี้กับการผลิตไฟของเราที่ 490 วัตต์ต่อวัน จะเห็นแล้วว่ามันไม่พอครับ... แต่ถ้าเป็นดีฟไซเคิลที่พิกัดแบตเท่ากันคือ 12 โวลท์ 100 Ah จะได้เท่ากับ 1,200*80% = 980 watt ครับ ถ้าจะถามต่อว่าทำไมแบตเปียกและแห้งจ่ายไฟน้อย ก็เป็นเพราะมันไม่ได้ออกแบบมาให้เราเก็บพลังงานแล้วนำไปใช้จากโซล่าเซลล์ครับ แต่เป็นเพราะมันหาง่าย เราเอามาทำสาวได้ ราคามือสองย่อมเยาว์ดังนั้น่ไม่แปลกครับ ที่เราจะได้ผลตอบแทนจากมันน้อยกว่า (ถ้าคำนวณเทียบราคาแล้วดีฟไซเคิลเหมาะกว่าครับ) สรุปว่าถ้าเราจะใช้แบตเก็บพลังงานเราก็ควรจะหาแบต 100 Ah นี้จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ลูกครับ ซึ่งรวมแล้วจะเก็บพลังงานได้ 480-720 วัตต์ต่อวัน ทีนี้คาดว่าทุกท่านน่าจะพอหาพิกัดแบตที่เหมาะสมให้กับไฟฟ้าที่เราผลิตได้ต่อวันแล้วนะครับ ต่อไปจะมาว่ากันต่อเรื่องโหลดซึ่งจะมีผลกระทบต่อแบตนะเช่นกันครับ 

     เรื่อง แบตเตอร์รี่ ถ้าเป็นแบตที่มีมาตรฐานและอยู่ในสภาพดี ค่า Spec ที่ระบุไว้ค่อนข้างเชื่อถือได้และใกล้เคียงครับ ผิดพลาดก็ไม่มาก เช่นที่บอกว่า 1Ah ถ้าประจุเต็ม และจ่ายกระแสให้โหลดที่กินกระแส 1Amp จริงก็จะใช้ได้ประมาณร่วมๆชั่วโมง แต่ถ้าโหลดกินกระแสน้อยลง เช่น 500mA ก็จะใช้งานได้นานขึ้น แต่ถ้าแบตเริ่มเสื่อมสภาพ และเก็บประจุไม่อยู่ หรือ ค่า spec ที่ระบุไม่ได้มาตรฐานค่าการใช้งานก็จะผิดเพี้ยนไปมากครับ ส่วนสาเหตุหลักๆที่ทำให้แบตเสื่อมสภาพเร็ว นอกเหนือกจากการดูแลรักษาตามปรกติแล้ว ที่เห็นบ่อยๆก็มาจากการช๊าตที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการควบคุมการช๊าต อัดไฟได้เป็นอัดบางแห่งเล่นกันจนน้ำกลั่นเดือด เอาเร็วเข้าว่า พอเต็มแล้วก็ไม่ตัดไฟช๊าตอีก แบบนี้ก็เสื่อมเร็ว และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือการใช้งานโดยไม่มีการตรวจสอบแรงดัน คือปล่อยจนกระแสและแรงดันหมดต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งถ้าเป็นระบบที่ได้มาตรฐานจะมีวงจรตรวจสอบพิกัดแรงดันของแบตเตอร์รี่ด้วย เมื่อจ่ายกระแสจนใกล้หมดจนแรงดันเริ่มตกถึงค่าวิกฤติวงจรจะตัดไฟ เืพื่อให้เหลือแรงดันและประจุค้างไว้ในแบตเตอร์รี่ด้วย เช่นถ้าเป็นแบตเตอร์รี่ 12V ก็ไม่ควรปล่อยให้จ่ายไฟจนแรงดันต่ำกว่า 9.6V ถ้าต่ำกว่านี้หรือปล่อยให้หมดไปเลย จะทำให้แบตเสืิ่อมช๊าตไม่เข้า โดยเฉพาะแบตแห้งต้องระวังจุดนี้มากๆ
        การใช้พลังงานครับ คิดเอาง่ายๆ เราเก็บได้แค่ไหน เราก็ใช้ได้เท่านั้น ง่ายดีมั้ยครับ เราจะมาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการเก็บและการใช้ให้สมดุลกัน ในการใช้เราก็ต้องคำนวณโหลดครับ โดยโหลดของเราก็เป็นตัวที่กินพลังงานไฟฟ้าอาจจะเป็นไฟตรงเลย เช่นพวกหลอดไฟ LED, ปั๊มน้ำ DC หรือโหลดที่ต้องใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเหมือนไฟบ้านคือหลอดไฟทั่วไป หลอดตะเกียบ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีผู้ช่วยแปลงจากไฟตรงเป็นไฟสลับ เราเรียกเค้าว่าอินเวอร์เตอร์ครับ ในส่วนนี้ผมจะยังไม่พูดถึง HVDC ซึ่งเป็นการนำระบบไฟตรง 100-240VDC เข้ามาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านได้โดยตรงนะครับ เดี๋ยวจะงงกันเสียก่อน เอาแบบง่ายๆก่อน ทีนี้การหา LED หาปั๊มน้ำ DC บางพื้นที่หาง่าย หายาก ลำบากแตกต่างกันครับ ราคาบางแห่งก็ถูกแพงแตกต่างกัน แต่บางทีก็หาอินเวอร์เตอร์ดีๆ บางทีชำรุดก็หาซ่อมลำบาก แตกต่างกัน คงต้องเลือกครับ แยกเป็นข้อดีข้อด้อยแต่ละอย่าง ถ้าคุณเลือกใช้ไฟ DC จากแบตจ่ายไปยังโหลด DC โดยตรง ข้อดีคือ การสูญเสียพลังงานน้อย ใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข้อด้อย คุณต้องไปหาโหลด DC พวกหลอด พวกปั๊มน้ำ ถ้าจะใช้พวกโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์คุณต้องต่อระบบไฟ DC ให้เป็น HVDC เดี๋ยวว่างๆจะมาโม้ให้ฟัง แต่ถ้าคุณเลือกใช้ไฟฟ้า DC จากแบตจ่ายไปยังโหลด AC ในบ้าน ข้อดีคือ โหลดพวกนี้คุณมีอยู่ในบ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องหามาใหม่ ไม่ต้องซื้อเพิ่ม ข้อด้อย คุณต้องหาซื้ออินเวอร์เตอร์แปลงไฟฟ้า, คุณต้องต่อระบบสายไฟฟ้าใหม่ย้ายโหลดไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าพื้นฐานที่รับจากการไฟฟ้ามาต่อพ่วงออกจากอินเวอร์เตอร์แทนในจุดที่ต้องการ, เมื่อต้องการใช้กับพิกัดโหลดเยอะอย่าง โทรทัศน์ ตู้เย็น คุณต้องมีอินเวอร์เตอร์ที่รองรับพิกัดกำลังไฟขนาดตามพิกัดโหลด ..... แค่เลือกก็จะเลือกไม่ถูกแล้วเยอะจริง 555 แต่เป็นสิ่งที่คุณต้องเลือกครับ สำหรับผมเองขอเลือกแบบใช้อินเวอร์เตอร์ต่อเข้าโหลด AC คงไม่มีเหตุผลมากเพียงเพราะว่าผมมีอินเวอร์เตอร์อยู่แล้ว 1 ตัว จากการซื้อกังหันลมผลิตไฟฟ้ามาทดลองติดตั้งที่บ้าน แต่พลังงานที่ได้จากกังหันลมน้อยมั่กๆ จากคราวที่แล้วแบตเราเก็บพลังงานได้อยู่ที่ 480 - 720 วัตต์ต่อวัน เราจะใช้เลขนี้เลยได้มั้ย คำตอบคือได้ถ้าเราใช้โหลด DC แต่คำตอบจะเปลี่ยนเป็นไม่ได้ถ้าเราใช้โหลด AC เพราะอย่าลืมอินเวอร์เตอร์ ตัวที่เราใช้เค้ามาแปลงไฟให้เค้าเก็บหัวคิวครับ ค่าหัวคิวก็ประมาณ 30% ดังนั้นเอาเข้าจริงไฟที่ใช้ได้คือ 480*30% ถึง 720*30% = 144 - 216 watt (น้อยจัง) ดังนั้นโหลดที่เราสามารถใช้ได้ก็คือตัวเลขนี้แหล่ะครับ ถ้าคุณจะใช้แสงสว่างอย่างเดียวด้วยหลอดตะเกียบ 11 watt เปิดใช้ ตลอดคืนที่ 10 ชม. วิธีคำนวณว่าคุณจะใช้หลอดได้กี่หลอดคือ เอาวัตต์ที่ใช้ได้หารด้วยวัตต์ที่เป็นโหลด 144/(11*10) ถึง 216/(11*10) = 1.3 - 1.9 ประมาณ 2 หลอดครับ.... ถ้าค่าหัวคิวน้อยก็จะสามารถใช้ได้เยอะกว่านี้ครับ มาถึงจุดนี้ท้อยังครับ ลงทุนมากมาย ใช้หลอดไฟได้ 2 หลอด 11 วัตต์แต่อย่าลืมเวลาครับ เราเปิดตลอดคืนที่ 10 ชม. คำนวณแล้วจะเห็นข้อด้อยของการใช้อินเวอร์เตอร์เลยทีเดียว ทีนี้ถ้าเปิดกระปริบกระปรอย เราก็ต้องคำนวณให้มันได้ประมาณ 144-216 วัตต์นี้ล่ะครับ ถึงจะเรียกว่าสมดุล จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงการใช้คอนโทรลชาร์จเนื่องจาก ถ้ามันมีความสมดุลในการผลิต การเก็บและการใช้โหลด คอนโทรลชาร์จไม่จำเป็นครับ แต่การผลิตเราควบคุมได้ยาก (จากปริมาณแสงและวัตต์ที่จะทำได้) การเก็บพลังงานเรายึดแค่ว่าเก็บได้ในหนึ่งวัน การใช้โหลดถ้าไม่นิ่งไม่มีการใช้โหลด วันต่อมาแดดดีก็จะทำให้แบตเสื่อมเร็ว จากข้อมูลที่ศึกษาจากอาจารย์นันท์ ขนาดพิกัดแบตจึงควรใหญ่กว่าพิกัดที่เราผลิต 5 เท่าครับ อันนี้จะแก้ปัญหาได้ครับ

http://www.facebook.com




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเอาน้ำจากบ่อบาดาลขึ้นมาใช้งาน